เลือดออกตอนแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน ส่วนใหญ่เป็นสัญญาณของเหงือกอักเสบ ซึ่งเกิดจากคราบจุลินทรีย์และหินปูนที่สะสมตามขอบเหงือก ข่าวดีคือเหงือกอักเสบระยะแรกหายได้ ถ้ารักษาก่อนที่จะลุกลามไปถึงกระดูกรอบฟัน
เหงือกที่แข็งแรงจะไม่มีเลือดออกเวลาแปรงฟันตามปกติ ถ้าเห็นเลือดบ่อยๆ แม้จะไม่เจ็บ ก็ไม่ควรมองข้าม
เหงือกอักเสบและโรคปริทันต์พบบ่อยมาก องค์การอนามัยโลกประเมินว่าโรคปริทันต์ระดับรุนแรงพบในผู้ใหญ่ประมาณร้อยละ 19 ทั่วโลก [1] เหงือกอักเสบจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นปัญหาที่แก้ได้ด้วยการดูแลที่ถูกวิธี
ทำไมเหงือกถึงอักเสบ
ทุกวันจะมีคราบจุลินทรีย์ (คราบขาวนิ่มๆ ที่เกาะฟัน) สะสมตามขอบเหงือกและซอกฟัน ถ้าแปรงไม่สะอาด คราบจะแข็งตัวเป็นหินปูนภายในไม่กี่วัน หินปูนผิวขรุขระ แปรงเองไม่ออก และเป็นที่อยู่ของเชื้อโรค ร่างกายจึงตอบสนองด้วยการอักเสบ เหงือกบวมแดง และเลือดออกง่าย
ปัจจัยที่ทำให้เป็นง่ายขึ้น
- สูบบุหรี่ ทำให้โรคเหงือกรุนแรงขึ้น และเลือดออกน้อยลงจนไม่รู้ตัวว่าเป็นโรค
- เบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดี เหงือกอักเสบง่ายและหายช้า โรคเหงือกเองก็ทำให้คุมน้ำตาลยากขึ้น
- ตั้งครรภ์ ฮอร์โมนทำให้เหงือกไวต่อคราบจุลินทรีย์มากขึ้น
- จัดฟัน หรือฟันซ้อนเก ทำความสะอาดยาก
- ฟันปลอมหรือวัสดุอุดที่ขอบไม่เรียบ เป็นที่สะสมคราบ
- ยาบางชนิด เช่น ยากันชัก ยาลดความดันบางกลุ่ม ทำให้เหงือกบวมโต
- ความเครียดและพักผ่อนน้อย ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ
- พันธุกรรม บางคนเป็นโรคปริทันต์ง่ายกว่าคนอื่น
เลือดออกตามไรฟันจากสาเหตุอื่น
ส่วนใหญ่เลือดออกตอนแปรงฟันมาจากเหงือกอักเสบ แต่บางครั้งมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย
| สาเหตุ | ลักษณะที่ช่วยแยก |
|---|---|
| เหงือกอักเสบจากคราบและหินปูน | เลือดออกเฉพาะตอนแปรงหรือใช้ไหม ร่วมกับเหงือกบวมแดง |
| เริ่มใช้ไหมขัดฟันใหม่ | เลือดออกช่วงแรก แล้วลดลงใน 1–2 สัปดาห์ |
| แปรงแรงหรือขนแปรงแข็ง | เหงือกถลอกเป็นจุด ไม่บวม |
| ยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด | เลือดออกง่ายและนานขึ้น ห้ามหยุดยาเอง แจ้งทันตแพทย์ |
| ตั้งครรภ์ | เหงือกบวมง่ายขึ้นจากฮอร์โมน |
| ขาดวิตามินซีอย่างรุนแรง | พบน้อยมากในปัจจุบัน มักมีอาการอื่นร่วม |
| โรคเลือด | เลือดออกที่อื่นด้วย เช่น จ้ำเลือด เลือดกำเดา ต้องพบแพทย์ |
ระยะของโรคเหงือก
ระยะของโรคเหงือก จากเหงือกปกติถึงโรคปริทันต์รุนแรง
| ระยะ | อาการ | รักษาแล้วกลับเป็นปกติได้ไหม |
|---|---|---|
| เหงือกอักเสบ | เหงือกบวมแดง เลือดออกเวลาแปรงฟัน ไม่เจ็บ | ได้ |
| โรคปริทันต์ระยะแรก | เริ่มมีร่องลึกรอบฟัน กลิ่นปาก | หยุดการลุกลามได้ กระดูกที่หายไปไม่กลับมา |
| โรคปริทันต์ระยะปานกลาง | เหงือกร่น ฟันดูยาวขึ้น เสียวฟัน | หยุดการลุกลามได้ |
| โรคปริทันต์ระยะรุนแรง | ฟันโยก ฟันห่างออก มีหนอง เคี้ยวเจ็บ | อาจต้องถอนฟันบางซี่ |
โรคปริทันต์ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าโรครำมะนาด คือการอักเสบที่ลามลงไปทำลายกระดูกและเนื้อเยื่อที่ยึดฟัน กระดูกที่ละลายไปแล้วไม่งอกกลับเอง จึงต้องรักษาก่อนจะเสียฟัน อ่านรายละเอียดที่ โรคปริทันต์คืออะไร
สัญญาณที่บอกว่าอาจลุกลามแล้ว
- เหงือกร่น ฟันดูยาวขึ้น
- มีกลิ่นปากแม้แปรงฟันแล้ว
- ฟันโยก หรือเริ่มมีช่องห่างระหว่างฟันที่ไม่เคยมี
- มีหนองที่ขอบเหงือก
- เคี้ยวแล้วเจ็บ หรือรู้สึกว่าฟันสบกันไม่เหมือนเดิม
- เสียวฟันบริเวณคอฟัน
ทันตแพทย์รักษาอย่างไร
- ตรวจและวัดร่องเหงือก ทันตแพทย์ใช้เครื่องมือวัดความลึกของร่องระหว่างเหงือกกับฟัน และอาจเอกซเรย์ดูระดับกระดูก เพื่อแยกว่าเป็นเหงือกอักเสบหรือโรคปริทันต์
- ขูดหินปูนและขัดฟัน สำหรับเหงือกอักเสบ ทำครั้งเดียวเสร็จ เหงือกจะดีขึ้นใน 1–2 สัปดาห์ถ้าดูแลต่อที่บ้าน
- เกลารากฟัน (อ่านเพิ่มที่ เกลารากฟันคืออะไร) สำหรับโรคปริทันต์ ทำความสะอาดผิวรากฟันที่ลึกลงไปใต้เหงือกให้เรียบ เพื่อให้เหงือกกลับมายึดกับฟัน มักแบ่งทำเป็นส่วนๆ ของปาก และใช้ยาชา
- นัดประเมินซ้ำ ประมาณ 4–8 สัปดาห์หลังเกลารากฟัน ดูว่าร่องเหงือกตื้นขึ้นไหม
- ผ่าตัดเหงือก สำหรับบางรายที่ร่องยังลึกหลังเกลารากฟัน
- ดูแลต่อเนื่อง คนที่เคยเป็นโรคปริทันต์ มักต้องมาตรวจและทำความสะอาดทุก 3–6 เดือน
ทำเองที่บ้านได้เลย
- อย่าหยุดแปรงฟันตรงที่เลือดออก หลายคนกลัวแล้วเลี่ยงไม่แปรงตรงนั้น ทำให้คราบสะสมและอักเสบมากขึ้น
- แปรงขนนุ่ม เอียงแปรงประมาณ 45 องศาเข้าหาขอบเหงือก ขยับสั้นๆ เบาๆ ทีละ 2–3 ซี่ ไม่ถูแรงไปมาเหมือนขัดพื้น
- แปรงวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 นาที ใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์
- ทำความสะอาดซอกฟันวันละครั้ง ใช้ไหมขัดฟัน หรือแปรงซอกฟันถ้าซอกฟันกว้าง ช่วงแรกอาจมีเลือดออก ถ้าทำสม่ำเสมอจะลดลงภายใน 1–2 สัปดาห์
- น้ำยาบ้วนปากช่วยได้บ้าง แต่ใช้แทนการแปรงฟันและไหมขัดฟันไม่ได้
- เลิกบุหรี่ เป็นสิ่งที่ช่วยเหงือกได้มากที่สุดอย่างหนึ่ง
งานวิจัยว่าอย่างไรเรื่องการดูแลที่บ้าน
- ทำความสะอาดซอกฟัน งานทบทวนวรรณกรรมของ Cochrane ปี 2019 พบว่าการใช้ไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟันร่วมกับการแปรงฟัน อาจลดเหงือกอักเสบได้มากกว่าการแปรงฟันอย่างเดียว และแปรงซอกฟันดูเหมือนจะได้ผลดีกว่าไหม แม้หลักฐานยังมีความน่าเชื่อถือต่ำ [2] อ่านวิธีใช้ที่ ไหมขัดฟันกับแปรงซอกฟัน
- แปรงไฟฟ้า งานทบทวนของ Cochrane ปี 2014 พบว่าแปรงไฟฟ้าลดเหงือกอักเสบได้มากกว่าแปรงธรรมดาประมาณร้อยละ 11 เมื่อใช้นานกว่า 3 เดือน [3] อ่านเพิ่มที่ แปรงฟันอย่างไรให้ถูกวิธี
- น้ำยาบ้วนปากคลอร์เฮกซิดีน ลดคราบจุลินทรีย์ได้มาก แต่ลดเหงือกอักเสบได้น้อยกว่า และทำให้ฟันเปลี่ยนสีเมื่อใช้ตั้งแต่ 4 สัปดาห์ขึ้นไป จึงควรใช้ช่วงสั้นตามคำแนะนำ [4]
เหงือกอักเสบในช่วงชีวิตต่างๆ
- วัยรุ่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เหงือกไวต่อคราบ ร่วมกับการจัดฟันที่ทำความสะอาดยาก อ่านเพิ่มที่ แปรงฟันตอนจัดฟัน
- ตั้งครรภ์ เหงือกอักเสบพบบ่อยในไตรมาสที่สองและสาม การขูดหินปูนทำได้อย่างปลอดภัย อ่านเพิ่มที่ โรคเหงือกกับเบาหวาน ตั้งครรภ์ และโรคหัวใจ
- ผู้สูงอายุ มักมีเหงือกร่น ซอกฟันกว้าง และปากแห้งจากยา ทำความสะอาดยากขึ้น แปรงซอกฟันและแปรงไฟฟ้าช่วยได้มาก
แผนดูแลเหงือกที่เลือดออกใน 2 สัปดาห์
| ช่วง | สิ่งที่ทำ | สิ่งที่ควรเห็น |
|---|---|---|
| วันที่ 1–3 | แปรงฟันวันละ 2 ครั้งด้วยแปรงขนนุ่ม เอียงเข้าหาขอบเหงือก เริ่มใช้ไหมหรือแปรงซอกฟันวันละครั้ง | ยังมีเลือดออก อาจมากขึ้นเล็กน้อยช่วงแรก |
| วันที่ 4–7 | ทำต่อเนื่อง ไม่ข้ามบริเวณที่เลือดออก | เลือดเริ่มลดลง เหงือกบวมน้อยลง |
| วันที่ 8–14 | ทำต่อเนื่อง สังเกตจุดที่ยังมีเลือด | เลือดออกน้อยมากหรือหายไป |
| หลัง 2 สัปดาห์ | ถ้ายังมีเลือดออก นัดตรวจขูดหินปูน | — |
ถ้าเลือดออกหายไปหลังดูแลเอง แสดงว่าเป็นเหงือกอักเสบจากคราบจุลินทรีย์ที่ยังไม่มีหินปูนมาก แต่ถ้ายังมีเลือดออก มักมีหินปูนหรือร่องลึกที่ต้องให้ทันตแพทย์ทำความสะอาด
ความเชื่อที่ไม่จริง
"ขูดหินปูนแล้วฟันห่าง ฟันโยก" ไม่จริง ช่องที่เห็นหลังขูดหินปูนมีอยู่แล้ว แต่เคยถูกหินปูนอุดไว้ เหงือกที่บวมจะกลับมาแน่นขึ้นหลังหายอักเสบ
"ขูดหินปูนบ่อยทำให้เคลือบฟันบาง" ไม่จริง เครื่องขูดหินปูนออกแบบให้กำจัดหินปูนโดยไม่ทำลายเคลือบฟัน อาจเสียวฟันได้ชั่วคราว 1–2 วัน
"เลือดออกตอนแปรงฟันเพราะแปรงแรงเกินไป" อาจเป็นได้บางครั้ง แต่ส่วนใหญ่เกิดจากเหงือกอักเสบ ถ้าเลือดออกบ่อย ควรตรวจ
เมื่อไหร่ควรมาพบทันตแพทย์
- เลือดออกนานเกิน 2 สัปดาห์ แม้แปรงฟันดีแล้ว
- มีเหงือกร่น ฟันโยก หรือมีหนอง
- ไม่ได้ขูดหินปูนเกิน 6 เดือน
- ตั้งครรภ์ หรือเป็นเบาหวาน ควรตรวจเหงือกสม่ำเสมอ
ถ้ามีเลือดออกตามไรฟันร่วมกับจ้ำเลือดตามตัว เลือดกำเดาไหลบ่อย หรือเลือดออกง่ายผิดปกติที่อื่นด้วย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือด
คำถามที่พบบ่อย
ควรขูดหินปูนบ่อยแค่ไหน ขึ้นกับความเสี่ยงของแต่ละคน คนที่เหงือกแข็งแรงอาจไม่ต้องขูดทุก 6 เดือนเสมอไป ส่วนคนที่หินปูนเกิดเร็วหรือเคยเป็นโรคปริทันต์ อาจต้องทุก 3–4 เดือน อ่านเพิ่มที่ ขูดหินปูนบ่อยแค่ไหน
ขูดหินปูนเจ็บไหม ส่วนใหญ่ไม่เจ็บ อาจรู้สึกเสียวบ้าง ถ้าหินปูนอยู่ใต้เหงือกลึกหรือเหงือกอักเสบมาก ทันตแพทย์อาจใช้ยาชาให้
คนท้องขูดหินปูนได้ไหม ได้ และควรทำ เพราะเหงือกอักเสบช่วงตั้งครรภ์พบบ่อย ช่วงที่เหมาะคือไตรมาสที่ 2 ควรแจ้งทันตแพทย์ว่าตั้งครรภ์
ใช้ยาสีฟันสมุนไพรช่วยไหม ยาสีฟันชนิดไหนก็ตาม จะช่วยได้ก็ต่อเมื่อแปรงถูกวิธี และควรมีฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ
เลือดออกเฉพาะตอนใช้ไหมขัดฟัน แต่แปรงฟันไม่มีเลือด ผิดปกติไหม มักแสดงว่าซอกฟันมีการอักเสบ ซึ่งแปรงสีฟันเข้าไม่ถึง ให้ใช้ไหมหรือแปรงซอกฟันต่อทุกวัน เลือดควรลดลงภายใน 1–2 สัปดาห์
สูบบุหรี่แต่เหงือกไม่มีเลือดออก แปลว่าเหงือกดีใช่ไหม ไม่เสมอไป บุหรี่ทำให้หลอดเลือดในเหงือกหดตัว เลือดจึงออกน้อยแม้มีการอักเสบหรือโรคปริทันต์อยู่ คนที่สูบบุหรี่ควรตรวจเหงือกเป็นประจำ
เลือดออกตอนแปรงฟันตอนเช้าเท่านั้น หมายความว่าอะไร คราบที่สะสมระหว่างคืนทำให้เหงือกที่อักเสบอยู่มีเลือดออกเมื่อแปรงครั้งแรกของวัน การทำความสะอาดก่อนนอนให้ทั่วจะช่วยได้
เด็กมีเลือดออกตอนแปรงฟัน ต้องกังวลไหม เด็กก็มีเหงือกอักเสบได้ โดยเฉพาะช่วงฟันแท้ขึ้นและช่วงวัยรุ่น ผู้ปกครองควรช่วยแปรงและตรวจความสะอาด ถ้าไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ หรือมีเลือดออกที่อื่นด้วย ควรพาไปตรวจ
ใช้น้ำเกลือบ้วนปากช่วยไหม น้ำเกลืออุ่นช่วยให้รู้สึกสบายและไล่เศษอาหาร แต่ไม่ได้กำจัดคราบจุลินทรีย์ที่เกาะแน่นหรือหินปูน จึงใช้ได้เป็นตัวเสริมเท่านั้น สิ่งที่แก้ต้นเหตุคือการแปรงฟัน การทำความสะอาดซอกฟัน และการขูดหินปูนเมื่อมีหินปูนสะสม
ต้องหยุดใช้น้ำยาบ้วนปากที่ใช้อยู่ไหม ไม่จำเป็น ใช้ต่อได้ แต่อย่าใช้แทนการแปรงฟันและทำความสะอาดซอกฟัน
รักษาเหงือกที่ Dental Vista
คลินิกมีทันตแพทย์ที่มีวุฒิบัตรด้านปริทันตวิทยา (โรคเหงือก) ขูดหินปูนและขัดฟัน 900–1,500 บาท ส่วนการเกลารากฟันและผ่าตัดเหงือก ทันตแพทย์จะประเมินราคาตามอาการ ดูรายละเอียดที่ หน้าขูดหินปูน รักษาโรคเหงือก
อ้างอิง
- World Health Organization. Global oral health status report: towards universal health coverage for oral health by 2030. Geneva: WHO; 2022. WHO
- Worthington HV, MacDonald L, Poklepovic Pericic T, et al. Home use of interdental cleaning devices, in addition to toothbrushing, for preventing and controlling periodontal diseases and dental caries. Cochrane Database of Systematic Reviews. 2019;(4):CD012018. Cochrane Library
- Yaacob M, Worthington HV, Deacon SA, et al. Powered versus manual toothbrushing for oral health. Cochrane Database of Systematic Reviews. 2014;(6):CD002281. University of Bristol
- James P, Worthington HV, Parnell C, et al. Chlorhexidine mouthrinse as an adjunctive treatment for gingival health. Cochrane Database of Systematic Reviews. 2017;(3):CD008676. Cochrane




