หลายครอบครัวพาลูกไปหาหมอฟันครั้งแรกเมื่อลูกปวดฟันแล้ว ซึ่งมักเป็นตอน 4–6 ขวบ ครั้งแรกของเด็กจึงกลายเป็นการถูกฉีดยาชาหรือถอนฟัน และกลายเป็นความทรงจำที่น่ากลัวไปอีกนาน
แนวทางของสมาคมทันตแพทย์สำหรับเด็กแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ พาเด็กไปพบทันตแพทย์ครั้งแรกเมื่อฟันซี่แรกขึ้น และไม่ช้ากว่าอายุ 12 เดือน [1] ครั้งแรกในวัยนี้มักเป็นการตรวจสั้นๆ และพูดคุยกับผู้ปกครอง ไม่ใช่การรักษา จึงเป็นโอกาสให้เด็กคุ้นเคยกับคลินิกในบรรยากาศที่ไม่มีความเจ็บปวด และให้ผู้ปกครองได้วิธีป้องกันฟันผุก่อนจะเกิดขึ้น
บทความนี้อธิบายว่าทำไมควรเริ่มเร็ว ในวันนั้นทันตแพทย์ทำอะไร และผู้ปกครองเตรียมตัวอย่างไรให้ครั้งแรกเป็นประสบการณ์ที่ดี
ทำไมต้องเริ่มตั้งแต่ 1 ขวบ
- ฟันน้ำนมผุได้เร็วมาก เคลือบฟันน้ำนมบางกว่าฟันแท้ ฟันผุจึงลุกลามถึงโพรงประสาทได้เร็ว ในประเทศไทย ฟันผุในเด็กเล็กยังพบได้บ่อย อ่านเพิ่มที่ ฟันน้ำนมผุ
- นิสัยที่ทำให้ฟันผุเริ่มตั้งแต่ขวบปีแรก เช่น หลับคาขวดนม ดูดนมตลอดคืน หรือดื่มน้ำหวานจากขวด การได้คำแนะนำเร็วช่วยเปลี่ยนนิสัยก่อนเกิดปัญหา
- ผู้ปกครองได้เรียนวิธีแปรงฟันที่ถูกต้อง และปริมาณยาสีฟันที่เหมาะกับอายุ
- เด็กคุ้นเคยกับทันตแพทย์ตั้งแต่ยังไม่มีปัญหา เมื่อจำเป็นต้องรักษาในอนาคต เด็กจะกลัวน้อยลง
- พบปัญหาตั้งแต่เริ่ม เช่น จุดขาวบนฟันหน้าบน ซึ่งเป็นฟันผุระยะแรกที่ยังย้อนกลับได้
ทันตแพทย์ทำอะไรในการตรวจครั้งแรก
สำหรับเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี
การตรวจเด็กเล็กมักไม่ได้นั่งเก้าอี้ทำฟัน แต่ใช้ท่า เข่าชนเข่า ผู้ปกครองนั่งหันหน้าเข้าหาทันตแพทย์ เด็กนั่งบนตักผู้ปกครองหันหน้าเข้าหาผู้ปกครอง แล้วค่อยๆ เอนตัวลงนอนบนตักทันตแพทย์ ผู้ปกครองจับมือเด็กไว้ เด็กมองเห็นหน้าผู้ปกครองตลอด ซึ่งช่วยให้รู้สึกปลอดภัย
ทันตแพทย์จะ
- ซักประวัติ การกิน การนอน การใช้ขวดนม การแปรงฟัน ยาสีฟันที่ใช้ และโรคประจำตัว
- ตรวจฟัน เหงือก ลิ้น และเนื้อเยื่อในช่องปาก
- ประเมินความเสี่ยงฟันผุ
- สาธิตวิธีแปรงฟันให้ลูก และให้ผู้ปกครองลองทำ
- ทาฟลูออไรด์วานิชถ้าเหมาะสม อ่านเพิ่มที่ เคลือบหลุมร่องฟันและทาฟลูออไรด์
- นัดครั้งต่อไปตามความเสี่ยง
เด็กเล็กหลายคนร้องไห้ระหว่างตรวจ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ การร้องไห้ไม่ได้แปลว่าเด็กเจ็บ และยังช่วยให้ทันตแพทย์เห็นฟันได้ทั่ว การตรวจใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที
สำหรับเด็กโต
เด็กที่โตพอจะนั่งเก้าอี้ได้ ทันตแพทย์จะเริ่มจากการแนะนำตัวและเครื่องมือด้วยวิธีที่เรียกว่า บอก แสดง และทำ คือบอกว่าจะทำอะไรด้วยคำง่ายๆ แสดงให้ดูหรือให้จับ เช่น ให้ลมเป่าที่มือ แล้วจึงทำจริง ครั้งแรกอาจเป็นแค่การตรวจ ขัดฟัน และทาฟลูออไรด์ ถ้าพบฟันผุ ทันตแพทย์มักนัดรักษาในครั้งถัดไป เพื่อไม่ให้ครั้งแรกเป็นประสบการณ์ที่หนักเกินไป
เตรียมตัวผู้ปกครอง
- เลือกเวลาที่ลูกไม่ง่วงและไม่หิว เด็กเล็กมักให้ความร่วมมือดีในช่วงเช้า หรือหลังตื่นนอนกลางวัน
- จดคำถามไว้ล่วงหน้า เช่น เรื่องขวดนม ยาสีฟัน จุดที่สังเกตเห็นบนฟัน
- นำข้อมูลสุขภาพ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ ประวัติแพ้ยา
- ทำใจให้สบาย เด็กรับรู้ความกังวลของผู้ปกครองได้ ถ้าผู้ปกครองกลัวหมอฟัน พยายามไม่แสดงออกต่อหน้าลูก หรือให้ผู้ปกครองอีกคนพามาแทน
- มาก่อนเวลาเล็กน้อย ให้ลูกได้สำรวจห้องรอและคุ้นกับสถานที่
เตรียมลูก
ก่อนวันนัด
- เล่าเรื่องการไปหาหมอฟันด้วยน้ำเสียงปกติ เหมือนไปตัดผมหรือไปหาหมอตรวจสุขภาพ
- อ่านนิทานหรือดูการ์ตูนเกี่ยวกับการไปหาหมอฟัน
- เล่นบทบาทสมมติ ให้ลูกเป็นหมอฟัน นับฟันตุ๊กตา หรือนับฟันผู้ปกครองด้วยแปรงสีฟัน แล้วสลับบทบาท
- ฝึกนอนอ้าปากกว้างๆ ให้ผู้ปกครองนับฟัน
คำพูดที่ควรใช้และควรเลี่ยง
| ควรเลี่ยง | ใช้แทน |
|---|---|
| ไม่เจ็บหรอก ไม่ต้องกลัว | หมอจะนับฟันและดูว่าฟันแข็งแรงไหม |
| ถ้าไม่แปรงฟัน หมอจะถอนฟัน | หมอจะช่วยดูแลให้ฟันแข็งแรง |
| เข็ม ฉีดยา ถอน กรอ เจ็บ | ใช้คำที่ทันตแพทย์เลือกใช้ หรือให้ทันตแพทย์เป็นผู้อธิบาย |
| ถ้าเป็นเด็กดีจะไม่ต้องไปหาหมอ | ทุกคนไปหาหมอฟันเพื่อให้ฟันแข็งแรง |
คำว่า "ไม่เจ็บ" หรือ "ไม่ต้องกลัว" แม้จะตั้งใจดี แต่ทำให้เด็กนึกถึงความเจ็บและความกลัวขึ้นมา การใช้หมอฟันเป็นการขู่ยิ่งทำให้เด็กกลัวมากขึ้น
รางวัล
ชมลูกหลังจบการตรวจ ไม่ว่าจะให้ความร่วมมือมากหรือน้อย เน้นสิ่งที่ลูกทำได้ เช่น "หนูอ้าปากได้กว้างมากเลย" หลีกเลี่ยงการให้ขนมหวานเป็นรางวัล อาจใช้สติกเกอร์ หรือกิจกรรมที่ลูกชอบแทน
ถ้าลูกกลัวหรือร้องไห้มาก
- บอกทันตแพทย์ล่วงหน้า ว่าลูกเคยมีประสบการณ์ไม่ดี หรือกลัวอะไรเป็นพิเศษ
- ให้ทันตแพทย์เป็นผู้นำ ทันตแพทย์ที่ทำงานกับเด็กมีเทคนิคการสื่อสารเฉพาะ ผู้ปกครองช่วยได้ด้วยการอยู่ใกล้ๆ อย่างสงบ ไม่พูดแทรกหลายคนพร้อมกัน
- แบ่งเป็นหลายครั้ง ถ้าลูกยังไม่พร้อม ครั้งแรกอาจแค่ให้นั่งเก้าอี้และดูเครื่องมือ
- ไม่บังคับให้รักษาในครั้งแรกถ้าไม่จำเป็นเร่งด่วน การสร้างความไว้ใจสำคัญกว่า
- ถ้าต้องรักษาเร่งด่วน เช่น ปวดมากหรือบวม ทันตแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะกับอายุและความร่วมมือของเด็ก บางกรณีอาจส่งต่อเพื่อรักษาภายใต้การดมยาสลบในโรงพยาบาล
หลังการตรวจครั้งแรก
ทันตแพทย์จะแจ้งว่า
- ฟันของลูกมีความเสี่ยงฟันผุระดับไหน
- ควรปรับเรื่องอาหาร ขวดนม หรือการแปรงฟันอย่างไร
- ควรใช้ยาสีฟันชนิดไหน ปริมาณเท่าไหร่ อ่านเพิ่มที่ แปรงฟันลูกอย่างไร
- ควรนัดตรวจครั้งต่อไปเมื่อไหร่ ส่วนใหญ่ทุก 6 เดือน หรือถี่กว่าในเด็กที่เสี่ยงสูง
ตารางการตรวจตามวัย
| อายุ | สิ่งที่ทันตแพทย์มักดู |
|---|---|
| ฟันซี่แรกขึ้น ถึง 1 ขวบ | การกินนม ขวดนม การแปรงฟัน จุดขาวบนฟันหน้า |
| 1–3 ปี | ฟันกรามน้ำนมขึ้น การเลิกขวดนม การดูดนิ้วหรือจุกหลอก |
| 3–6 ปี | ฟันผุด้านข้างระหว่างฟันกราม การแปรงฟันที่ผู้ปกครองช่วย |
| 6–8 ปี | ฟันกรามแท้ซี่แรกขึ้น เคลือบหลุมร่องฟัน ฟันหน้าแท้ขึ้น |
| 8–12 ปี | ฟันชุดผสม ลำดับการหลุดและขึ้น การสบฟัน ความจำเป็นในการจัดฟัน |
อ่านลำดับการหลุดของฟันน้ำนมที่ ฟันน้ำนมหลุดตอนกี่ขวบ
ลูกเคยมีประสบการณ์ไม่ดีกับหมอฟัน
เด็กบางคนเคยถูกถอนฟันหรือทำฟันตอนปวดมาก แล้วกลัวมาตลอด การเริ่มใหม่ทำได้ โดย
- บอกคลินิกตั้งแต่ตอนนัด ว่าลูกเคยมีประสบการณ์อย่างไร กลัวอะไรเป็นพิเศษ เช่น เสียงเครื่องมือ การนอนเอนเก้าอี้ หรือการฉีดยา
- ขอนัดครั้งแรกเพื่อพูดคุยและตรวจอย่างเดียว ยังไม่ต้องรักษา ถ้าไม่มีอาการเร่งด่วน
- ให้เด็กมีส่วนควบคุม เช่น ตกลงสัญญาณยกมือเมื่ออยากพัก ทันตแพทย์จะหยุดทันที ความรู้สึกว่าควบคุมได้ช่วยลดความกลัวได้มาก
- เริ่มจากสิ่งที่ง่าย เช่น ขัดฟัน ทาฟลูออไรด์ ก่อนงานที่ยากกว่า
- ชมความพยายาม แม้ทำได้เพียงบางส่วน
ความกลัวที่ค่อยๆ ลดลงจากประสบการณ์ที่ดีหลายครั้ง ได้ผลกว่าการบังคับให้ทำทุกอย่างในครั้งเดียว
เด็กที่มีความต้องการพิเศษ
เด็กที่มีภาวะออทิสซึม สมาธิสั้น พัฒนาการล่าช้า หรือมีโรคประจำตัว อาจต้องการการเตรียมตัวเพิ่ม
- แจ้งคลินิกล่วงหน้าเรื่องภาวะของเด็ก สิ่งที่ช่วยให้เด็กสงบ และสิ่งที่กระตุ้นให้เด็กไม่สบายใจ
- ขอนัดช่วงที่คลินิกไม่วุ่นวาย
- นำของที่เด็กคุ้นเคยมาด้วย เช่น ตุ๊กตา ผ้าห่ม หรือหูฟัง
- ใช้ภาพหรือเรื่องเล่าทีละขั้นตอนเพื่อเตรียมเด็กก่อนวันนัด
- เด็กที่มีโรคหัวใจบางชนิด หรือภูมิคุ้มกันต่ำ ควรแจ้งทันตแพทย์ เพราะบางหัตถการต้องปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อน
ค่าใช้จ่ายของการตรวจครั้งแรก
การตรวจและแนะนำครั้งแรกในเด็กเล็กมักใช้เวลาไม่นาน ถ้าพบฟันผุหรือต้องทำหัตถการเพิ่ม ทันตแพทย์จะแจ้งก่อนทำทุกครั้ง ผู้ปกครองถามค่าใช้จ่ายได้ตั้งแต่ตอนนัด เพื่อไม่ให้มีเรื่องที่ไม่คาดคิดในวันนั้น
ความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง
"รอให้ฟันขึ้นครบก่อนค่อยพาไปหาหมอ" ฟันน้ำนมขึ้นครบประมาณ 2 ปีครึ่งถึง 3 ปี ระหว่างนั้นฟันผุเกิดได้แล้ว ควรเริ่มตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น [1]
"เด็กร้องไห้แปลว่าหมอทำเจ็บ" เด็กเล็กร้องไห้เพราะไม่คุ้นเคยหรือไม่อยากอยู่นิ่ง การตรวจในวัยนี้ไม่เจ็บ
"ฟันน้ำนมเดี๋ยวก็หลุด ไม่ต้องตรวจ" ฟันกรามน้ำนมบางซี่อยู่จนอายุประมาณ 10–12 ปี และฟันน้ำนมที่ผุส่งผลต่อการกิน การนอน และฟันแท้
"ต้องให้ลูกกล้าหาญ ห้ามร้องไห้" การกดดันเด็กทำให้กลัวมากขึ้น ยอมรับความรู้สึกของลูก และชมเมื่อลูกพยายาม
คำถามที่พบบ่อย
ผู้ปกครองเข้าห้องตรวจด้วยได้ไหม สำหรับเด็กเล็ก ผู้ปกครองมักอยู่ด้วยตลอด สำหรับเด็กโต ทันตแพทย์อาจแนะนำตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละคน
ต้องเอกซเรย์ตั้งแต่ครั้งแรกไหม ไม่จำเป็นเสมอไป ทันตแพทย์ถ่ายเอกซเรย์เมื่อมีข้อบ่งชี้ เช่น สงสัยฟันผุด้านข้างระหว่างฟันกรามที่มองไม่เห็น
ลูกฟันขึ้นช้า ยังไม่มีฟันตอน 1 ขวบ ควรไปไหม ไปได้ ทันตแพทย์ช่วยประเมินและแนะนำการดูแลเหงือก ฟันซี่แรกของเด็กบางคนขึ้นช้ากว่าค่าเฉลี่ยได้ อ่านเพิ่มที่ ฟันน้ำนมขึ้น
ต้องพาไปบ่อยแค่ไหน ส่วนใหญ่ทุก 6 เดือน ทันตแพทย์อาจนัดถี่กว่านั้นในเด็กที่มีความเสี่ยงฟันผุสูง
ใช้สิทธิประกันสังคมของผู้ปกครองกับลูกได้ไหม สิทธิทันตกรรมประกันสังคมเป็นสิทธิของผู้ประกันตนเอง ใช้กับบุตรไม่ได้
ควรพาพี่น้องไปด้วยไหม การให้น้องเห็นพี่ตรวจฟันอย่างสบายๆ ช่วยลดความกลัวได้ แต่ถ้าพี่กลัวหมอฟันอยู่แล้ว ควรพาไปคนละรอบ
ลูกยังกินนมแม่อยู่ เกี่ยวกับฟันผุไหม นมแม่มีประโยชน์ แต่เมื่อมีฟันแล้ว การดูดนมแม่ตลอดคืนร่วมกับไม่ได้ทำความสะอาดฟัน อาจเพิ่มความเสี่ยงฟันผุ ทันตแพทย์จะแนะนำการดูแลที่เหมาะกับแต่ละครอบครัว
ตรวจฟันเด็กเล็กใช้เวลานานไหม ส่วนใหญ่การตรวจใช้เวลาไม่กี่นาที รวมการพูดคุยและสาธิตการแปรงฟันประมาณ 15–30 นาที
ทำฟันเด็กที่ Dental Vista
คลินิกมีทันตแพทย์ด้านทันตกรรมสำหรับเด็ก ตรวจฟัน สอนแปรงฟัน ทาฟลูออไรด์ เคลือบหลุมร่องฟัน 600 บาทต่อซี่ อุดฟันน้ำนม 800–1,200 บาท ถ้าลูกเคยมีประสบการณ์ไม่ดีหรือกลัวมาก บอกคลินิกตอนนัดได้ ดูรายละเอียดที่ หน้าทันตกรรมเด็ก
อ้างอิง
- American Academy of Pediatric Dentistry. Periodicity of examination, preventive dental services, anticipatory guidance/counseling, and oral treatment for infants, children, and adolescents. The Reference Manual of Pediatric Dentistry. Chicago: AAPD. AAPD




