การดูดนิ้วและการใช้จุกหลอกเป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติของทารก ช่วยให้เด็กรู้สึกสงบและปลอดภัย ส่วนใหญ่เด็กจะเลิกเองเมื่อโตขึ้น แต่ถ้ายังดูดต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายชั่วโมงต่อวันไปจนถึงวัยที่ฟันแท้เริ่มขึ้น อาจมีผลต่อการเรียงตัวของฟันและรูปร่างของขากรรไกร
สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าเด็กดูดหรือไม่ แต่คือ ดูดบ่อยแค่ไหน นานกี่ชั่วโมงต่อวัน และดูดต่อเนื่องไปถึงอายุเท่าไหร่ บทความนี้อธิบายว่าการดูดนิ้วเปลี่ยนฟันได้อย่างไร อายุที่ควรเริ่มช่วยลูกเลิก และวิธีที่ได้ผลโดยไม่สร้างความเครียดให้เด็ก
การดูดนิ้วเปลี่ยนฟันได้อย่างไร
ตำราทันตกรรมจัดฟันของ Proffit อธิบายกลไกไว้ดังนี้ [1]
- นิ้วที่อยู่ระหว่างฟันหน้า ขวางไม่ให้ฟันหน้าขึ้นได้เต็มที่ ในขณะที่ขากรรไกรล่างต้องอ้าลงเพื่อให้มีที่ใส่นิ้ว ฟันหลังจึงมีโอกาสขึ้นสูงกว่าปกติ ผลรวมคือ ฟันหน้าสบไม่ถึงกัน
- นิ้วที่กดเพดาน ดันฟันหน้าบนให้ยื่นไปข้างหน้า และดันฟันหน้าล่างเอียงเข้าด้านใน ทำให้ ฟันหน้าบนยื่น และระยะห่างระหว่างฟันบนกับฟันล่างเพิ่มขึ้น
- ระหว่างดูด ลิ้นลดต่ำลง และกล้ามเนื้อแก้มบีบเข้า แรงที่ไม่สมดุลนี้ทำให้ ขากรรไกรบนแคบลง เป็นรูปตัววี ฟันกรามบนอาจสบไขว้กับฟันกรามล่าง
ยิ่งดูดแรง บ่อย และนาน ผลยิ่งชัด เด็กที่แค่วางนิ้วไว้ในปากเฉยๆ มีผลน้อยกว่าเด็กที่ดูดแรง
จุกหลอกต่างจากนิ้วไหม
ทั้งสองแบบมีผลคล้ายกัน ตำราระบุว่ามีหลักฐานว่าการใช้จุกหลอกสัมพันธ์กับฟันกรามสบไขว้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อใช้นานเกิน 18 เดือน [1] ข้อดีของจุกหลอกคือผู้ปกครองควบคุมได้ง่ายกว่า ค่อยๆ ลดและเลิกได้ ส่วนนิ้วอยู่กับเด็กตลอดเวลา
อายุไหนเป็นเรื่องปกติ และควรเลิกเมื่อไหร่
| อายุ | สิ่งที่ควรรู้ |
|---|---|
| แรกเกิดถึง 2 ปี | ปกติมาก ไม่ต้องห้าม |
| 2–3 ปี | หลายคนเริ่มเลิกเอง ผู้ปกครองเริ่มลดการใช้จุกหลอกได้ |
| 3–4 ปี | ฟันหน้าน้ำนมอาจเริ่มยื่นเล็กน้อย ถ้าเลิกช่วงนี้ ฟันมักกลับเข้าที่เองด้วยแรงของริมฝีปากและแก้ม [1] |
| 5–6 ปี ขึ้นไป | ฟันหน้าแท้เริ่มขึ้น ถ้ายังดูดต่อ ผลต่อฟันแท้และขากรรไกรมักไม่กลับเอง ควรปรึกษาทันตแพทย์ |
การศึกษาของ Warren และคณะ ปี 2005 ติดตามพฤติกรรมการดูดของเด็ก 444 คนตั้งแต่แรกเกิดถึง 8 ปี แล้วตรวจฟันในช่วงฟันชุดผสม พบว่าฟันหน้าสบไม่ถึงกันและฟันกรามสบไขว้ สัมพันธ์กับการดูดที่ต่อเนื่องตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป การใช้จุกหลอกต่อเนื่องสัมพันธ์กับฟันหน้าสบไม่ถึงกัน และการดูดนิ้วที่ต่อเนื่องถึง 60 เดือนขึ้นไปสัมพันธ์กับฟันหน้าสบไม่ถึงกัน ผู้วิจัยสรุปว่าความผิดปกติเหล่านี้อาจป้องกันได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการดูด [2] หลายแนวทางจึงแนะนำให้ช่วยเด็กลดและเลิกการดูดตั้งแต่ประมาณอายุ 3 ปี
ถ้าเลิกได้ ฟันจะกลับเองไหม
ในเด็กที่ขากรรไกรมีสัดส่วนปกติ ถ้าเลิกดูดก่อนฟันหน้าแท้ขึ้น ฟันหน้ามักค่อยๆ กลับเข้าที่เองด้วยแรงของริมฝีปากและแก้ม [1] แม้เลิกช้ากว่านั้น ฟันหน้าสบไม่ถึงกันหลายรายยังดีขึ้นเองเมื่อฟันแท้ขึ้นครบ แต่ขากรรไกรบนที่แคบมักต้องใช้เครื่องมือขยาย และฟันที่ยื่นหรือห่างอาจต้องจัดฟันในภายหลัง
วิธีช่วยลูกเลิก
หลักสำคัญคือ เด็กต้องอยากเลิกเอง การบังคับ ดุ หรือทำให้อาย มักทำให้เด็กดูดมากขึ้นหรือแอบดูด ตำราทันตกรรมจัดฟันระบุว่าถ้าเด็กไม่อยากเลิก การใช้เครื่องมือช่วยไม่เหมาะ [1]
ขั้นที่ 1 สังเกตและลดสิ่งกระตุ้น
- จดว่าลูกดูดตอนไหน เช่น ตอนง่วง ดูทีวี เบื่อ เครียด หรือเหนื่อย
- หากิจกรรมที่ใช้มือแทนในช่วงนั้น เช่น ตุ๊กตาให้กอด ของเล่นให้ถือ
- ลดเวลาหน้าจอ ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กหลายคนดูดนิ้วโดยไม่รู้ตัว
- ปลอบเมื่อลูกเครียด เพราะการดูดเป็นวิธีปลอบตัวเองของเด็ก
ขั้นที่ 2 คุยกันตรงๆ
สำหรับเด็กโตพอจะเข้าใจ การพูดคุยด้วยเหตุผลอย่างใจเย็นช่วยได้มาก ตำราระบุว่าการให้ทันตแพทย์อธิบายกับเด็กโดยตรงถึงผลของการดูดนิ้ว และให้ผู้ปกครองงดเข้าไปยุ่ง อาจเพียงพอให้เด็กบางคนเลิกได้ โดยเฉพาะเด็กโต [1]
ขั้นที่ 3 ตัวเตือน
สำหรับเด็กที่อยากเลิกแต่เผลอทำ
- พันพลาสเตอร์ที่นิ้วที่ดูด เป็นตัวเตือนให้รู้ตัว [1]
- ใส่ถุงมือหรือถุงเท้าที่มือตอนนอน
- ตกลงสัญญาณลับระหว่างลูกกับผู้ปกครอง แทนการดุต่อหน้าคนอื่น
ขั้นที่ 4 ระบบรางวัล
- ตารางสติกเกอร์ให้คะแนนในวันที่ไม่ดูด
- รางวัลเล็กๆ ทุกวัน และรางวัลใหญ่เมื่อทำได้ครบตามเป้า [1]
- เลือกรางวัลที่ไม่ใช่ขนมหวาน
ขั้นที่ 5 เครื่องมือในปาก
ถ้าวิธีอื่นไม่ได้ผลและเด็กอยากเลิกจริง ทันตแพทย์อาจใส่เครื่องมือติดแน่นเล็กๆ บนเพดานที่ทำให้ดูดแล้วไม่รู้สึกพอใจ ตำราระบุว่าเครื่องมือแบบนี้ได้ผลในเด็กส่วนใหญ่ราวร้อยละ 85–90 และควรคงไว้ประมาณ 6 เดือนหลังเลิกได้ [1] ข้อควรรู้คือเครื่องมือดักเศษอาหาร ต้องทำความสะอาดให้ดี และอาจทิ้งรอยกดบนลิ้นชั่วคราว
เลิกจุกหลอก
จุกหลอกเลิกง่ายกว่านิ้ว เพราะเอาออกได้
- ค่อยๆ จำกัดเวลาใช้ เช่น ใช้เฉพาะตอนนอน แล้วค่อยงด
- ไม่จุ่มจุกหลอกในน้ำผึ้ง น้ำหวาน หรือนม เพราะทำให้ฟันผุ
- ใช้จุกหลอกที่สะอาดและขนาดเหมาะกับอายุ เปลี่ยนเมื่อชำรุด
- บางครอบครัวใช้วิธีให้ลูกมีส่วนร่วม เช่น เก็บจุกหลอกใส่กล่องเป็นของที่ระลึก หรือแลกกับของเล่นชิ้นใหม่
นิสัยอื่นที่ส่งผลต่อฟัน
- ดูดหรือกัดริมฝีปากล่าง อาจทำให้ฟันหน้าบนยื่นและฟันหน้าล่างเอียงเข้า
- ลิ้นดุนฟันเวลากลืน มักเป็นผลจากฟันหน้าสบไม่ถึงกัน มากกว่าเป็นสาเหตุ
- หายใจทางปาก จากภูมิแพ้หรือต่อมทอนซิลโต ควรพบแพทย์หาสาเหตุ
- กัดเล็บหรือดินสอ ทำให้ฟันบิ่นหรือสึก
เมื่อไหร่ควรปรึกษาทันตแพทย์
- ลูกอายุเกิน 4–5 ปีแล้วยังดูดนิ้วหรือจุกหลอกเป็นประจำ
- เห็นฟันหน้ายื่น หรือฟันหน้าบนล่างสบไม่ถึงกัน
- ฟันกรามบนล่างสบไขว้ หรือขากรรไกรดูเบี้ยว
- ลูกอยากเลิกแต่เลิกไม่ได้
ทันตแพทย์จะประเมินผลต่อฟันและแนะนำว่าควรรอ ใช้ตัวเตือน หรือส่งปรึกษาทันตแพทย์จัดฟัน อ่านเรื่องช่วงอายุการจัดฟันที่ จัดฟันอายุเท่าไหร่ดี และลักษณะฟันยื่นฟันสบผิดปกติที่ การสบฟันผิดปกติมีกี่แบบ
ดูดนิ้วเพราะอะไร
การดูดเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทารกดูดเพื่อกินและเพื่อปลอบตัวเอง เมื่อโตขึ้น การดูดนิ้วมักกลายเป็นวิธีจัดการความรู้สึก เช่น ตอนง่วง เบื่อ เหนื่อย กังวล หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย การเข้าใจเหตุผลนี้ช่วยให้ผู้ปกครองช่วยลูกได้ดีขึ้น เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่หยุดนิ้วไม่ให้เข้าปาก แต่คือช่วยให้ลูกมีวิธีอื่นในการปลอบตัวเอง
ตัวอย่างการวางแผน 4 สัปดาห์
| สัปดาห์ | สิ่งที่ทำ |
|---|---|
| 1 | คุยกับลูก ตกลงเป้าหมายร่วมกัน เริ่มตารางสติกเกอร์ หาสิ่งทดแทนในช่วงที่ลูกมักดูด |
| 2 | เพิ่มตัวเตือน เช่น พลาสเตอร์ที่นิ้ว หรือถุงมือตอนนอน ชมทุกวันที่ทำได้ |
| 3 | เน้นช่วงก่อนนอน ซึ่งมักยากที่สุด อ่านนิทานหรือกอดจนหลับ |
| 4 | ให้รางวัลใหญ่ตามที่ตกลงไว้ ถ้ายังไม่สำเร็จ ปรึกษาทันตแพทย์ |
ถ้าลูกเผลอดูด อย่าดุ ให้เตือนเบาๆ หรือใช้สัญญาณที่ตกลงกันไว้ การเลิกนิสัยต้องใช้เวลา บางคนใช้หลายเดือน
สิ่งที่ไม่ควรทำ
- ดุ ตี หรือประจานต่อหน้าคนอื่น
- ใช้สารที่ไม่ทราบส่วนผสมทาที่นิ้ว
- บังคับเลิกในช่วงที่ลูกมีความเครียดสูง เช่น เพิ่งย้ายบ้าน เพิ่งเข้าโรงเรียน หรือมีน้องใหม่
- เปรียบเทียบกับพี่น้องหรือเด็กคนอื่น
ความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง
"ดูดนิ้วในเด็กเล็กเป็นเรื่องผิดปกติ" เป็นพฤติกรรมปกติของทารกและเด็กเล็ก ไม่ต้องห้ามในขวบปีแรกๆ
"ทาของขมหรือเผ็ดที่นิ้วจะได้เลิกเร็ว" อาจได้ผลในบางคน แต่ถ้าเด็กไม่ได้อยากเลิก มักกลายเป็นความเครียด และสารบางอย่างอาจระคายเคือง ควรเริ่มจากการพูดคุยและตัวเตือนที่เด็กยอมรับ
"ฟันน้ำนมยื่นเพราะดูดนิ้ว ฟันแท้ก็จะยื่นแน่นอน" ถ้าเลิกก่อนฟันแท้ขึ้น ฟันมักกลับเข้าที่เอง [1]
"จุกหลอกปลอดภัยกว่านิ้วเสมอ" ทั้งสองแบบมีผลต่อฟันถ้าใช้นาน จุกหลอกที่ใช้นานสัมพันธ์กับฟันกรามสบไขว้ [1]
คำถามที่พบบ่อย
ดูดนิ้วเฉพาะตอนหลับ มีผลไหม มีผลน้อยกว่าการดูดทั้งวัน แต่ถ้าดูดทั้งคืนทุกคืน ก็เป็นเวลานานหลายชั่วโมง ยังมีผลได้
ใช้จุกหลอกแบบออกแบบพิเศษช่วยได้ไหม มีจุกหลอกบางแบบที่ออกแบบให้การดูดใกล้เคียงธรรมชาติมากขึ้น หลักฐานยังไม่ชัดเจนว่าป้องกันผลต่อฟันได้แค่ไหน การลดและเลิกตามวัยยังเป็นสิ่งสำคัญ
ลูกเลิกแล้วกลับมาดูดอีกตอนเครียด ทำอย่างไร พบได้บ่อย เช่น ช่วงย้ายโรงเรียนหรือมีน้องใหม่ ให้ความใส่ใจกับสาเหตุของความเครียด และกลับไปใช้ตัวเตือนและรางวัล
การดูดนิ้วทำให้ฟันผุไหม การดูดนิ้วไม่ได้ทำให้ฟันผุโดยตรง แต่นิ้วที่สกปรกนำเชื้อโรคเข้าปากได้ ส่วนจุกหลอกที่จุ่มน้ำหวานทำให้ฟันผุ
ทันตแพทย์จะดุลูกไหม ทันตแพทย์เด็กใช้วิธีพูดคุยอย่างเป็นมิตร อธิบายให้เด็กเข้าใจโดยไม่ทำให้อาย ผู้ปกครองบอกทันตแพทย์ล่วงหน้าได้ว่าอยากให้ช่วยพูดเรื่องนี้
ดูดนิ้วทำให้นิ้วผิดรูปไหม การดูดนานๆ อาจทำให้ผิวหนังที่นิ้วด้านแข็ง แห้ง หรือเป็นแผล ส่วนใหญ่หายเมื่อเลิกดูด ถ้านิ้วเป็นแผลติดเชื้อ ควรพบแพทย์
เด็กอายุ 8 ขวบยังดูดนิ้ว สายเกินไปไหม ไม่สายเกินไปที่จะเลิก และการเลิกยังช่วยให้ฟันและขากรรไกรดีขึ้น แต่ผลที่เกิดแล้วอาจต้องแก้ด้วยเครื่องมือหรือการจัดฟัน
ควรห้ามจุกหลอกตั้งแต่แรกเลยไหม ไม่จำเป็น จุกหลอกช่วยปลอบทารกได้ สิ่งสำคัญคือค่อยๆ ลดและเลิกตามวัย ไม่ใช้นานเกินจำเป็น
ดูดนิ้วทำให้พูดไม่ชัดไหม ฟันหน้าที่สบไม่ถึงกันอาจทำให้ออกเสียงบางเสียงไม่ชัด เช่น เสียง ส ถ้ากังวล ปรึกษาทันตแพทย์และนักแก้ไขการพูด
ปรึกษาเรื่องนิสัยและฟันของลูกที่ Dental Vista
คลินิกมีทันตแพทย์ด้านทันตกรรมสำหรับเด็ก และทันตแพทย์จัดฟัน ช่วยประเมินผลของการดูดนิ้วต่อฟันและการสบฟัน แนะนำวิธีช่วยลูกเลิก และวางแผนการรักษาเมื่อจำเป็น ดูรายละเอียดที่ หน้าทันตกรรมเด็ก
อ้างอิง
- Proffit WR, Fields HW, Larson BE, Sarver DM. Contemporary Orthodontics. 6th ed. Philadelphia: Elsevier; 2019. บทที่ 5 The Etiology of Orthodontic Problems และบทที่ 11 Moderate Nonskeletal Problems in Preadolescent Children
- Warren JJ, Slayton RL, Yonezu T, Bishara SE, Levy SM, Kanellis MJ. Effects of nonnutritive sucking habits on occlusal characteristics in the mixed dentition. Pediatric Dentistry. 2005;27(6):445–450. AAPD



